Monday, December 4, 2017

ชีวิตเรา ชีวิตใคร ?




กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปสักพัก
เพราะมีภารกิจที่ต้องทำเยอะแยะมากมาย แต่ก็แอบคิดถึงการเขียนBlogอยู่บ่อยๆ
ช่วงนี้มีข่าวคราวมากมายให้ได้ติดตาม บ้างก็เป็นเรื่องที่ดีบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้น
หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรานั้นก็มีให้เห็นตัวอย่างกันมากมายว่าผลของมันเป็นอย่างไร
ข่าวหนึ่งข่าว สามารถนำไปขยายต่อให้เป็นกรณีศึกษาได้และบ่งบอกถึง
สถานภาพปัจจุบันของสังคมไทย ไม่ว่าจะด้านการศึกษา การเลี้ยงดู หรือแม้กระทั่งการเสพสื่อ

"เราก็เป็นคนหนึ่งที่เสพสื่อ"
เราชอบสนใจเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน อาจจะติดนิสัยที่คุณแม่มักจะเปิดข่าวดูทุกๆเช้าก่อนไปเรียนหรือการใช้ทวิตเตอร์ที่จะได้รับข่าวสารรวดเร็วกว่าการรออ่านหนังสือพิมพ์
แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากการเสพสื่อก็คือ การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถบ่งบอกถึง
ความคิดของผู้วิจารณ์ได้เป็นอย่างดี 

 แน่นอนการติเพื่อก่อนั้นเป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์นำคำวิจารณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หากมองมันอย่างถูกวิธี แต่ก็ยังมีความคิดเห็นมากมายที่อ่านดูแล้ว ไม่น่าจะช่วยก่อแถมยังขุดหลุมฝังคนพลาดให้ลงลึกไปอีก  

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมเติบโตรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ดีขึ้นและมีสิทธิในการวิพากษ์ได้อย่างง่ายดาย "ง่าย" จนลืมไปว่าคนที่คุณกำลังพูดถึงอยู่นั้น ก็คือ "มนุษย์คนหนึ่ง"

จำได้ว่าคุณครูมักสอนเสมอว่าการเอาใจเขามาใส่ใจเราคือสิ่งที่พึงกระทำ 
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรจะแสดงความคิดเห็นเลย มันเป็นสิ่งที่ทำได้และคงจะดีมาก ถ้ามันมาจากเจตนาที่ดีหรือก่อประโยชน์ เมื่อตอนมัธยมต้นจำได้ว่ามีวิชาหนึ่งสอนเกี่ยวกับการใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีหากทุกคนตั้งใจเรียนรู้เอาไว้เพราะสามารถใช้ได้จริงในยุคสมัยที่การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างเสรี

เราอยู่ในที่แจ้งมาเป็นเวลาพอสมควร อาจไม่ถึงสิบปีแต่ก็เกินครึ่งมาแล้ว ได้รับรู้ มองเห็น และสัมผัสกับตัวเองและคนรอบข้างมาบ้างกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นเหล่านี้
มีหลายคนที่ยอมรับได้ หลายคนเลือกที่จะไม่สนใจ และก็มีหลายคนอีกเช่นกันที่ทนไม่ได้กับการกระทำดังกล่าว แต่เจ้าของความคิดเห็นที่เลวร้ายเหล่านั้นคงไม่ทราบว่าการกระทำเหล่านั้นส่งผลอย่างไร
หรือทราบเพียงว่าคนอ่านเจ็บปวด เสียใจ ตนจึงจะพบความสุข

เรารู้สึกว่ายิ่งตอนนี้การแสดงความคิดเห็นโดยไม่เปิดเผยตัวตนนั้นยิ่งเป็นสิ่งที่สามารถปกปิด
ความคิดเลวร้ายเหล่านั้นได้ ยิ่งทำให้เจ้าของความคิดนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครทำอะไรกับเขาไหมหากข้อความที่เขาโพสต์ไปมีผลต่อชีวิตของใครสักคน หรืออีกทางหนึ่งยิ่งเขารู้ว่าเป็นแบบนั้นยิ่งทำให้เจ้าของความคิดนั้นได้รับความสุข ความสะใจ ความพึงพอใจยิ่งกว่าเก่า

 ไม่หนำซ้ำคนเรามักตัดสินคนอื่นจากภาพที่เห็น จากสิ่งเรื่องที่รู้มา จากไม่กี่ทางที่เขารับรู้
ทั้งที่ความเป็นจริงอาจไม่ใช่แบบนั้นเลยก็ได้  หลายต่อหลายครั้งที่ชีวิตคนๆหนึ่งถูกใครก็ไม่รู้ที่เป็นคนมาบงการกำหนดว่าเราควรเป็นแบบนั้น แบบนี้ ควรทำอย่างนั้น อย่างนี้ โดยที่ไม่เคยรู้จักกันจริงๆ แต่เป็นความคิดที่เจ้าของความคิดเห็นเหล่านั้นเชื่อว่าเขาคิดถูก เป็นสิ่งที่สมควร และมันจะทำให้ตัวเขาพึงพอใจ

เชื่อว่าสิ่งที่ผู้รับฟังความคิดเห็นหรือได้อ่านความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองในทิศทางที่ไม่ดีและไม่ก่อประโยชน์ให้ตัวเองจะทำได้ก็คือ การเชื่อมั่นในตัวเองหากสิ่งที่ทำนั้นดีแล้ว หรือ เลือกที่จะรับมาเฉพาะคำวิจารณ์ที่จะทำให้เรานั้นเติบโตและพัฒนา หากไม่สามารถรับมือได้จริงๆก็คงต้องเลือกการมองข้ามและไม่สนใจ ก็คงพอจะช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น และสร้างแรงพลังในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมาได้ หากสิ่งที่เราทำเรามั่นใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีและไม่เบียดเบียนใคร จงทำมันให้ดีที่สุดเพราะคนที่จะอยู่ข้างเราในวันที่สำเร็จ คนที่จะยินดี ภูมิใจกับเราในวันที่ไปถึงจุดหมาย ไม่ใช่เหล่านักเลงคีย์บอร์ดแต่คือครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง คนที่รักเรา และ ตัวเราเท่านั้นเอง