Tuesday, November 1, 2016




1:11 02.10.2016

นี่อาจนับเป็นช่วงเช้าของวันที่ 2 พฤศจิกายน แต่เราจะนับว่ามันคือช่วงดึกของวันที่ 1 แล้วกัน
วันนี้มีภารกิจให้ทำไม่กี่อย่างแต่กว่าจะได้กลับก็เล่นเอาดึกดื่น

ช่วงเช้าตื่นมา 05:30 น อาบน้ำแต่งตัวและไปถ่ายซีรีส์ที่มหาวิทยาลัยของตัวเอง (ถือว่าโชคดีจัง)
วันนี้นอนน้อยมากจนเรียกได้ว่าว๊าบไปหลายรอบ (อาการหลับกลางอากาศ) 
จนต้องเรียกร้องหาคาเฟอีนมาเติมร่างกายสักแก้ว

ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการมาถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ ในช่วงเวลานี้ 
ช่วงเวลาของการที่ทุกอย่างเทลงมากองรวมที่เรา วินาทีของการบริหารจัดการเวลา
การจัดลำดับความสำคัญ สุขภาพ การควบคุมจิตใจ มารวมกันหมดตอนนี้
เลยเข้าใจว่ามันคงเป็นเรื่องยากหากจะทำตัวเป็นเราคนเดิม มันต้องมีการรับตัวสักหน่อย

เคยมีคนบอกว่า คนเราจะเห็นนิสัยที่แท้จริงเวลาที่เหนื่อยมากๆ 
ช่วงนี้แหละมั้งที่คงจะได้เห็นนิสัยเรามากที่สุดในการทำงาน
บางทีก็อยากจะขี้เกียจ อยากไม่สนใจ ไม่ทำสิ่งที่ควรทำบ้าง
แต่คำว่า .. "ความรับผิดชอบ" มันค้ำคออยู่ตลอดเวลา
อาจเพราะเคยเห็นบทเรียนมาบ้าง และมันคือนิสัยที่เราไม่ชอบที่สุด
นิสัยของการขาดความรับผิดชอบเมื่อคุณอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะมากเพียงพอ

ก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมงเราเพิ่งจะทวิตข้อความมากมายออกไปในทวิตเตอร์
เป็นข้อความที่ไม่ได้คิดเยอะ เพียงแต่รู้สึกว่า..และพิมพ์มันออกมา
หรือภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า My opinion ก็ได้มั้ง

เราเพิ่งมาค้นพบไม่นานมานี้ว่าเราชอบการพบเจอผู้คนมากกว่าการอยู่คนเดียว
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราเชื่อมั่นว่าการอยู่คนเดียวน่าจะเป็นสิ่งที่มีความสุขมากกว่า
เพราะเราไม่ชอบความวุ่นวาย

มันก็อาจจะไม่ผิด เพราะคนเราสามารถหาความสุขได้จากทุกสิ่งรอบตัว อยู่ที่ความชอบของแต่ละคน
ความสุขของเราอาจจะเปลี่ยนไปได้เสมอทุกวินาที เราเลยไม่อยากสัญญากับใครให้เป็นข้อผูกมัด
เพราะวันหนึ่งถ้าเรารู้สึกเปลี่ยนไปและไม่ใช่คนเดิม เราก็คงจะเสียใจแย่

มีแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่เราชอบมาก "Timehop" น่าแปลกที่เราชอบย้อนไปดูอดีต
แค่ได้หวนคิดถึงอาจไม่ใช่เหตุผลหลักของเรา แต่การย้อนกลับไประลึกถึงตัวตนเสมออาจสำคัญกว่า
เราเคยลองย้อนกลับไปดูเฟสบุ๊คของตัวเองเมื่อ 6-7 ปีก่อน กับตัวเองในปัจจุบัน 
เราทำหลายอย่างหล่นหาย เราทิ้งตัวตน เราไม่ใช่คนเดิม แต่มันก็ไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เราโตขึ้น เราเข้าใจชีวิตกว่าเดิม และประสบการณ์มากขึ้น 
จนเราเริ่มกลัวถ้าวันหนึ่งเราในแบบที่เราชอบจะหายไปกับการเวลาถ้าวันหนึ่งเราอาจต้องปรับตัว
เพื่อที่จะได้สู้กับโลกที่น่ากลัวใบนี้ได้

ทำไมถึงคิดว่าโลกน่ากลัวหรอ ?  

ไม่ทั้งหมดหรอก.. โลกมีส่วนที่สวยงาม โลกใบนี้ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ ถ้าเทียบกับสี มันคือสีเทา
อยู่ที่ว่าเราจะมองว่าสีดำและขาวที่ผสม สัดส่วนไหนจะมีมากกว่ากัน 
โลกของคุณมันเป็นเทาเข้ม เทาอ่อน ดำสนิท หรือ ขาวสะอาด ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวคุณเอง

เหมือนกับว่ายิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งรับรู้บางสิ่งว่า เอ้อ...มันมีแบบนี้ด้วยแฮะ
จนบางครั้งก็ตกใจเหมือนกัน ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้จริงๆเหรอ

เราเคยเป็นคนหนึ่งที่กำแพงสูงมาก สูงจนคนรอบข้างแทบเข้าไม่ถึง
แต่วันหนึ่งเรากลับทำลายมันลงไปด้วยตัวเราเอง
และมันก็กลายเป็นว่ามันดีมาก ดีต่อเรา ดีต่อคนรอบข้าง ดีต่อหน้าที่การงาน
และตัวตนเราก็เปลี่ยนไปตามด้วย 

ในฐานะเด็กละคร เราเชื่อเสมอว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล
เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งเคยโทรมาหาแล้วบอกว่าขอร้องไห้ให้เราฟังได้ไหม
เค้าไม่รู้ว่าทำไม เพราะอะไร เพียงแต่อยากร้องไห้เท่านั้น
สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจเราวันนั้นคือ เพื่อนมีเหตุผล เหตุผลคืออยากระบายความอัดอั้นกับใครสักคน
ส่วนสิ่งนั้นคืออะไร มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบแต่เชื่อว่ามันมี

ฆาตกรคนหนึ่งฆ่าคนเพราะอะไร มันมีเหตุผล
คนฆ่าตัวตายเพราะอะไร มันมีเหตุผล
คนตกลงคบกันเป็นคนรักเพราะอะไร มันมีเหตุผล

ทุกอย่างย่อมมีเหตุผล เพียงแต่ตัวเราเองที่จะเป็นคนเลือกจุดจบของเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร
คนเราเติบโตมาต่างกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นก็ต่าง
อย่าได้เอาเหตุผลของตัวเองไปตัดสินคนอื่น
อย่าดูถูก อย่าคิดว่าทำไมเรื่องแค่นี้บางคนถึงคิดไม่ได้
เรื่องแค่นี้ของคุณ อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนๆหนึ่งก็เป็นได้

ดังนั้น หากคิดจะอยู่ร่วมกับทุกคนได้อย่างมีความสุข ลองรู้จักรักให้เป็น
รักคนรอบข้าง รักสิ่งรอบตัว รักคนแปลกหน้า รักที่จะให้อภัย รักที่จะเรียนรู้ รักที่จะมองอย่างมีเหตุผล
แล้วโลกของเราจะสวยงามมากกว่าเดิม

เรามีความเชื่อว่าความเกลียดชังมันเป็นหลุมมืดในใจ มันทำให้คนเราไม่ก้าวไปข้างหน้า 
พอจะเดินมันก็ดูดให้ถอยหลัง การจมอยู่กับความมืด ความเครียดแค้น ไม่เคยช่วยให้ใครไปได้ดี 
นอกจากคนจะไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยแล้ว เพราะยิ่งทำใหสุขภาพจิตเสีย มันยิ่งทำให้เราสูญเสียเวลาที่จะมอบหรือสนับสนุนให้กับคนที่เรารักไปกับคนที่เกลียด 

มันจะดีหรือถ้าเราจะมอบเวลาชีวิตที่แสนมีค่าไปให้กับคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี
มันคงจะเปล่าประโยชน์ถ้าเอาเวลาที่มีค่าเหล่านี้ไปมอบให้กับสิ่งที่ทำให้จิตใจมัวหมอง
นั่นอาจไม่ได้หมายถึงแค่คนที่คุณรู้สึกเกลียดและอาจหมายรวมถึงคนที่รู้สึกเกลียดคุณ
สองสิ่งนี้เราคงจะเลือกที่จะไม่ยุ่งกับมันมากกว่าการไปสร้างมันให้เพิ่มขึ้น

การพูดคุยกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราคือสัตว์สังคม
ถ้าเราคุยกันอย่างถูกต้องและมากพอมันจะทำให้เราเข้าใจกันเป็นอย่างดี
หลายครั้งคนเราทะเลาะและเข้าใจผิดกันเพียงเพราะเหตุผลเกิดจากการตีความเอาเอง
เหรียญมีสองด้าน คนเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
เราเป็นคนหนึ่งที่เลือกจะแสดงด้านต่างๆให้คนแต่ละประเภทเห็นแตกต่างกัน
แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าเราไม่จริงใจ แต่เพราะบางคนอาจไม่ชอบในบางอย่างที่เราชอบ
บางคนไม่ได้รักในสิ่งที่เรารักเสมอไป

กับบางคนเราเลือกจะพูดคุยกับเค้าในเรื่องที่เบา สนุกและมีสีสัน 
กับบางคนเราเลือกที่จะคุยในเรื่องที่เป็นทางการ ความรู้ และจริงจัง
กับบางคนเราเลือกที่จะรู้จักเค้าอย่างมีระยะที่เหมาะสม
บางคนเราเลือกที่จะพูดคุยทุกอย่างให้เค้าฟังโดยไม่มีข้อแม้

เราเคยบอกไว้ว่าเราชอบคนที่มีความรู้รอบตัวสูง นั่นคือความจริง 
แต่คนที่มีความรู้รอบตัวสูงที่ว่าก็มีหลายประเภท 
แต่ประเภทที่เราชอบคือประเภทแลกเปลี่ยนความรู้กันมากกว่าการโอ้อวดความรู้ที่มี
เราเลยรู้สึกสนุกเสมอถ้าวิชาที่เรียนวิชาไหนเราได้แสดงความคิดเห็น
ไม่เคยกลัวว่ามันจะถูกหรือผิด แต่กลัวมากกว่าถ้าเจอคนรู้ไม่จริงมาให้ความรู้ผิดๆและจำแบบนั้นตลอด

เราเป็นคนจริงจังมากกับเรื่องการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าคนนั้นมีหน้าที่ให้ความรู้
เพราะความเชื่อใจจากผู้รับความรู้นั้น เชื่อมั่นไปแล้วว่าข้อมูลที่ได้เรียนรู้จะถูกต้อง
เค้าจะจำแบบนั้น จำว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องและข้อมูลที่ได้ไปอาจผิดต่อกันไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด

ในโลกออนไลน์ก็เช่นกัน

โลกที่รวดเร็วและอันตรายที่สุด เราแบ่งโลกใบนี้เป็นสัดส่วนและเรียงความสำคัญ
เราเลือกพูดบางอย่างในบางพื้นที่ และเลือกจะไม่พูดอะไรเลยในนั้น
มันเลยอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าใจว่าทุกสิ่งที่ทำออกมาคือ 100% จากชีวิตจริง
เราว่าในโลก Social network นั้นสำหรับเรามันแค่ 40% จากตัวตนที่แท้จริงของเรา
เพราะเราเลือกแล้วว่ามันคือด้านไหนที่ทุกคนจะรับรู้ได้และเรื่องไหนที่ควรจะรู้เพียงแค่บางส่วน

ดังนั้นจึงไม่เคยเชื่อหรือตัดสินใครจากอะไรแบบนี้ อาจจะมีเพียงแค่การสันนิษฐานบ้าง แต่ไม่เคยตัดสินใครตามนั้น นอกจากจะได้พบ ได้รับรู้ ได้ฟังด้วยตัวเองและตัดสินใจเอง

เพราะการตัดสินคนอื่นมันคือเรื่องน่ากลัว 
อคติเป็นสิ่งที่ลบยาก และ มันคงจะแย่ถ้าชีวิตของคนหนึ่งต้องจมอยู่กับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
มันเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยในสมัยนี้ สังเกตได้จากแฮชแทคต่างๆที่ผุดขึ้นมาแต่ละวัน

โลกเราไม่ได้สวยงามแบบตอนเด็กๆจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีมุมที่สวยงาม
เพียงแค่จากเดิมมันมีสวนดอกไม้เต็มไปหมด เพราะเรายังเดินไปได้ไม่ไกล ยังไม่เคยพบพงหญ้า
 ขวากหนาม อสรพิษ ในวันที่เราออกเดินทางไปได้ไกลกว่าเก่า

ขอจบบันทึกวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ที่เวลา 02:05 น.

และคงจะกลับมาใหม่ถ้ามีอะไรอยากเล่าสู่กันฟัง

"อย่าตัดสินใครเพียงเพราะคุณอาจเคยสัมผัสด้านใดด้านหนึ่งของเขา  
อย่าตัดสินใครเพียงเพราะคนเขาเล่ากันมา แต่จงเปลี่ยนเป็นเรียนรู้กัน ศึกษากันแทนการตัดสินจะดีกว่า
มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปเสมอ เหมือนโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกเสี้ยววินาที" 




Tuesday, June 14, 2016

ฉันเติบโตมากับ..


ถ้าพูดถึงการเลี้ยงดูลูกสาวหรือหลานสาวคนเล็ก แน่นอนว่าบางบ้านหวงห่วงยิ่งกว่า"ไข่ในหิน"

และยิ่งถ้าที่บ้านคาดหวังและเห็นแววว่าอนาคตอยากจะส่งเสริมให้กล้าแสดงออก

การ"ปั้น" ตั้งแต่ยังเด็กคงจะสำคัญ

เราเป็นคนนึงที่ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบคุณ คุณแม่และญาติๆเสมอที่ดูแลเรามาอย่างดี

ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่เคยมีนิสัยรักสวยรักงามเลยด้วยซ้ำ ออกจะขี้เกียจก็ว่าได้


ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีผู้หญิงเยอะมากๆ

คุณยายมีลูกสาว 4 คน แต่งงานมีครอบครัว 2 คนคือคุณแม่และคุณป้าคนรอง คุณป้าคนโตและคุณน้าไม่

ได้แต่งงานมีครอบครัว ดังนั้น คุณป้าและคุณน้าก็จะดูแลหลานๆเหมือนกับลูกแท้ๆเลยล่ะค่ะ


หลานๆ รุ่นเดียวกับเราก็มีเราเป็นหลานคนเล็กสุด พี่ๆก็จะดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นน้องเล็ก



และด้วยความที่ในบ้านเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิง เรื่องความสวยความงามหรือความกล้าแสดงออกนั้นคงจะ

เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ เราและลูกพี่ลูกน้องก็มักจะถูกส่งประกวดเวทีต่างๆทั้งหนูน้อยนพมาศ 

ประกวดเต้นเป็นทีม ประกวดร้องเพลง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แถมยังได้ค่าขนมอีกด้วย





นี่มันอวดรูปวัยเด็กชัดๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ

มาพูดถึงเรื่องการดูแลผิวพรรณ บำรุงผม และความสะอาดในวัยเด็กของเราดีกว่า

อย่างที่บอกว่าเรามีคุณป้าและคุณน้าที่ดูแลเหมือนลูกแท้ๆ เค้ามักจะสลับสับเปลี่ยนกันมาเล่น 

พาไปที่นั่นที่นี่ และดูแลเราเวลาที่คุณแม่ทำงาน

                                            
คุณป้าของเรามีดีกรีเป็นช่างตัดชุดที่ช่วงหนึ่งใครๆก็ฮิตมากมาตัดที่ร้านคุณป้า

ช่วงนั้นลูกค้าเยอะขนาดที่ว่าไปเปลี่ยนทองรายวันเลยค่ะ (ประมาณว่าเบื่อลายนี้ก็ไปเปลี่ยนลายชิวๆ)

เลยถือว่าค่อยข้างจะนำแฟชั่นเมื่อก่อนมากๆ

                                          

คุณน้าเป็นคุณครูค่ะ หลักๆสอนวิชาสังคมศึกษา คนนี้ความรู้รอบตัวสูงมาก บางทีก็ดูดุนะคะ

แต่เด็กๆก็รักคุณน้าดีค่ะ เราเคยมีโอกาสช่วงที่โรงเรียนเราหยุด เลยไปเที่ยวโรงเรียนที่คุณน้าสอน

เมื่อก่อนคุณน้าเราสอนอยู่ที่โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งค่ะ ไกลจากตัวเมืองมาก เด็กๆน่ารักและ

ตื่นเต้นเวลาลูกหลานคุณครูมาเที่ยวหา เราก็ไม่รู้นึกอะไรชอบไปเรียนในห้องเรียนกับเค้าด้วยสนุกดี


ตอนเด็กๆเวลาคุณแม่ไปทำงานก็จะฝากเราไว้ที่ร้านคุณป้า ในภาพนี้คืออยู่บนโต๊ะตัดผ้าเลยค่ะ

ตอนกลางวันคุณป้าจะคอยเล่านิทานให้เราฟัง ซึ่งเป็นนิทานจากเรื่องจริง 

เค้าเล่าเรื่องของเราในวันนั้นๆกล่อมเราค่ะ แล้วก็ชอบร้องเพลงที่ไม่มีความหมายให้ฟัง

บางทีก็เอาเมนูอาหารที่เราชอบมาร้องเป็นเพลงให้ฟัง เช่น เราชอบทานหมูสามชั้นทอดมากๆ 

เราเรียกหมูสามชั้นทอดว่า หมูเหนียว  

คุณป้าก็จะร้องเพลง โดยนำทำนองเพลง เถียนมีมี่ ของคุณเติ้งลี่จวิน มาใส่คำร้องเป็น

หมู่ มู หมู เนียว
หมู่ เนียว หมู่ เนียว หมู เนียว ~ 

เป็นต้นค่ะ


เราเติบโตมากับอะไรแปลกๆที่ดูน่ารักแบบนี้แหละค่ะ

แถมตอนเด็กๆชอบด้วย

เราเลยไม่ค่อยรู้จักนิทานวัยเด็กแบบคนอื่น หรือแม้แต่เพลงกล่อมเด็กบางเพลง

ต้องอาศัยไปรับรู้ตอนเข้าเรียนอนุบาลค่ะ


ทุกวันนี้คุณป้าก็ยังแข็งแรงมากๆ เพราะชอบออกกำลังกายค่ะ

พอเราโตขึ้นหน่อยก็ไปเต้นแอโรบิคกับคุณป้าอละคุณน้า มีความสุขมากๆค่ะ

อีกอย่างที่คุณป้าเคร่งครัดกับเรามากคือการอาบน้ำแปรงฟันค่ะ

เค้าจะใช้วิธีพูดให้รู้สึกผิดและไปทำเองค่ะ ถ้าไม่ทำก็จะพูดอยู่อย่างนั้น

เช่น เวลาหอมแก้มก็จะบอกว่าแก้มไม่หอมเลย เราก็จะอยากตัวหอมให้เค้าชม

หรือถ้าก่อนนอนไม่แปรงฟันเค้าก็จะบอกว่า ฟันไม่สะอาด ถ้าฟันผุจะไม่สวยนะ

แปรงฟันต้องแปรงมากกว่า 1 ครั้งมันไม่สะอาด ถ้ามีกลิ่นปากจะไม่มีใครอยากพูดด้วย

ทำให้เรากลัวว่าเค้าจะพูดอีก เราเลยจัดการตัวเองให้สะอาดเสมอโดยอัตโนมัติเลยค่ะ


ส่วนคุณน้า ตอนเด็กมากๆจะไม่ใกล้ชิดกับเราเหมือนคุณป้าค่ะ

เพราะคุณป้าอยู่บ้านตลอดเลยได้เวลากับเราไปเต็มๆ

แต่พอโตขึ้นเราใกล้ชิดกับคุณน้ามากๆ แถมหน้าเราคล้ายกับคุณน้ามากกว่าคุณแม่ด้วยค่ะ

คนเลยมักจะเข้าใจว่าเราคือลูกสาวของคุณน้า และ เราก็โดนหลอกว่าจริงๆเราคือลูกคุณน้า

แต่คุณน้ามาฝากคุณแม่ให้เลี้ยงดูค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่คุณน้าไม่แต่งงานก็ได้นะคะ

เพราะเค้าคิดว่าคุณน้ามีลูกแล้ว โถๆๆๆๆๆ

คุณน้าคนนี้แหละค่ะคือคนที่หารายได้หลักของครอบครัวเพราะมีอาชีพการงานที่มั่นคงสุดๆ 

แถมยังส่งเสียพี่ชายเราและเราให้เรียนหนังสือด้วยค่ะ 

คุณน้าขยันตั้งแต่เด็กๆค่ะ ได้เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าจำไม่ผิดคือสอบติดคนเดียวของห้องด้วย

และเป็นคนเดียวของครอบครัวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะนอกนั้นจบสายอาชีพกันค่ะ

คุณน้าตั้งใจเรียนมากถึงขนาดที่มีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็ไม่เข้าร่วมเลย

คุณน้าเลยสอนเราค่ะ ว่าชีวิตมีครั้งเดียวใช้ให้คุ้มดีกว่าเพราะเค้าเสียดายมากที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมใดๆ

พอเราเข้ามหาวิทยาลัยเราเลยเต็มที่กับมันค่ะ กิจกรรมรับน้อง ค่ายต่างๆไปหมดไม่กลัวจะเหนื่อยเลย

เพราะเราไม่อยากต้องมาเสียดายทีหลัง แล้วมันดีจริงๆค่ะ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ชาตินี้คงหาไม่ได้

ความรู้สึกของการเป็น Freshmen มันมีครั้งเดียวจริงๆที่จะสดใหม่แบบนี้


เราได้สนิทมากๆกับคุณน้าก็ช่วงเราประถมค่ะ ทั้งไปที่โรงเรียนคุณน้าบ่อยๆ และช่วยคุณน้าทำงาน

คุณน้าทำผลงาน อาจารย์สามซึ่งต้องเชี่ยวชาญด้านข้อมูลต่างๆมากมาย

ต้องไปค้นหาและวิจัยด้วยตัวเอง ซึ่งการเป็นผู้หญิงและไปคนเดียวคงไม่เหมาะ เลยพาเราไปด้วย

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราได้ความรู้รอบตัวเพิ่มขึ้นมากในด้านประวัติศาสตร์และสังคมค่ะ

เพราะคุณน้าทำเรื่องเกี่ยวกับเมืองคณฑีและจังหวัดกำแพงเพชรในอดีต

ได้ไปศึกษาเรื่องราวเก่าๆ รวมไปถึงการเสด็จประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่5)

ซึ่งเกิดเรื่องบังเอิญขึ้นคือ ดาบฝักทอง ที่ถวายแด่พระองค์ท่านและพระองค์ทรงพระราชทานให้เป็น

ดาบประจำเมืองกำแพงเพชรนั้น เป็นสายตระกูลของเราเองด้วยค่ะ(ทางฝั่งคุณพ่อ)

ตรงนี้ขนลุกมาก  กลายเป็นว่าได้รับรู้ถึงเรื่องราวของต้นตระกูลตัวเองอย่างลึกซึ้งพอสมควรเลย


ครอบครัวของเรามักจะอยู่รวมกันค่ะ ใครประกวดอะไร ทำกิจกรรมอะไรก็ไปเชียร์เสมอ

คุณน้าและคุณป้ามักจะหาเคล็ดลับการดูแลผมและผิวพรรณมาให้เราเสมอด้วยค่ะ

อย่างผมเนี่ย ตอนเด็กๆจำได้ว่าที่บ้านคุณป้า เค้าเอาไข่ไก่ กับเบียร์ผสมกันค่ะ

แล้วมาหมักผมให้ ตอนนั้นจำได้ว่าผมเราเหม็นกลิ่นไข่และเบียร์ไปหลายวันเลย

แล้วก็คุณแม่มักจะขัดผิวให้เราด้วยมะขามเปียกค่ะ เอามาผสมน้ำนิดหน่อยและถูตัว

จำได้ว่าขี้เกียจมากกกกกก  บ่ายเบี่ยงตลอดจนบางทีโดนดุ

พอขัดเสร็จผิวนุ่มเลยนะคะ  แต่เราไม่สนใจค่ะ อยากเล่นมากกว่า

โตขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนสูตรบ้าง มีเอาโยเกิร์ตหรือนมสดผสมน้ำผึ้งและบีบมะนาวขัดๆตัวค่ะ

บางทีก็เอาผงขมิ้นมาขัดตัว ตอนนั้นไม่เคยที่จะเห็นประโยชน์ของมันเลยนะคะ

แต่ตอนนี้ขอกราบบบบบ ค่ะ ดีต่อเรามากจริงๆ


แต่นอกจากสาวๆในบ้านที่เราเติบโตมาด้วยแล้ว เรายังมีพี่ชายแท้ๆด้วยค่ะ 

เราอายุห่างกัน 8 ปี 


คุณแม่เล่าว่าตอนเราคลอดพี่ชายตกน้ำที่โรงเรียนค่ะ เพราะวันนั้นฝนตกและน้ำขัง น่าสงสารจริงๆ ฮ่าๆๆ


ด้วยความที่เราสองคนอายุห่างกันมากความสนิทเลยไม่มากเท่าที่ควรค่ะ 

ตอนเราอยู่ชั้นประถมพี่ชายเราก็เรียนมัธยมอยู่ เด็กมัธยมส่วนใหญ่ก็ให้เวลากับเพื่อนๆมากกว่าอยู่แล้ว

เรากับคุณแม่ก็ไปรับไปส่งพี่ชายที่โรงเรียนทุกวันค่ะ เรานั่งหน้า คุณแม่เป็นคนขี่ พี่ชายซ้อน

ไปไหนมาไหนด้วยมอเตอร์ไซต์สีแดง ให้มาจนเราโตนั่งหน้าไม่ได้เพราะบังคุณแม่เลยค่ะ

เวลาไปรับไปส่งก็จะเจอเพื่อนของพี่ชาย แล้วเพื่อนๆเค้าก็จะชอบแกล้งเราแซวเรา

มีชื่อนึงเค้าชอบเรียกเราว่า แอปฟี่คาม เรายังไม่รู้ความหมายจนทุกวันนี้เลยค่ะ

รู้แต่ว่าคงไม่ใช่ชื่อดีๆเพราะเค้าใช้ล้อเรากัน งงมาก ฮ่าๆๆๆๆ



มีหลายอย่างมากที่เราได้รับอิทธิพลจากพี่ชาย คือเราฟังเพลงร็อคสมัยก่อนตามพี่ชาย

เช่น วงนูโว วงGirl วงมะลิ วงsmile buffalo  วงขอนแก่น วงModern Dog พี่เสกโลโซ วงแท็กซี่ ฯลฯ

คือรู้จักหลายเพลงและร้องได้ด้วย รวมไปถึงการแต่งตัวค่ะที่เราไม่ยอมใส่กระโปรง

ตอนเด็กๆชอบใส่ชุดบอลมาก ทีมบราซิล ชอบใส่ชุดทหาร พอโตขึ้นหน่อยก็ใส่ผ้าใบSneaker

ใส่หมวกเบสบอลตามพี่ชายค่ะ ถ้าใครเห็นเราช่วงเพิ่งเข้าวงการจะเห็นว่าเราแต่งตัวสปอร์ตๆหน่อย

แต่งตามพี่ชายทั้งนั้นค่ะ แล้วเค้าเก็บเงินเก่งก็จะซื้อของขวัญวันเกิดให้เราเป็นรองเท้ามือสองพวกนี้

แถมเรายังติดนิสัยซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อที่เป็นมือสองจากเค้าด้วยค่ะ 

แล้วพี่ชายก็เป็นคนที่ทำให้เราสนใจศิลปะ พี่ชายเราวาดรูปได้ดีกว่าเรามากค่ะ

เราพยายามวาดตามแต่ลายเส้นไม่ได้อย่างเค้าเลย ถ้าเมื่อก่อนพี่ชายเรามีโอกาสได้เรียนทางด้านศิลปะ

เราเชื่อว่าเค้าจะไปได้ดีเพราะเค้ามีพรสวรรค์ที่ดีกว่าเรามากค่ะ

แต่ก็ไปเรียนทางด้านนิติศาสตร์ และ มาทางด้านสังคมสงเคราะห์ค่ะ


ตอนนี้พี่ชายเราแต่งงานแล้วด้วย ปีนี้ก็  30 พอดี ช่วงเวลาตั้งแต่พี่ชายเราเข้ามหาวิทยาลัยตอนนั้นเราอยู่

ม.ต้นค่ะ และ ม.ปลายเราก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เกือบ 6 ปีแล้ว เจอกันปีละครั้งสองครั้งเอง

นับแล้วก็เกือบๆสิบปีแล้วที่เราสองพี่น้องห่างกันค่ะ แต่โชคดีที่สมัยนี้ติดต่อกันง่ายเลยไปอัพเดทสารทุกข์

สุขดิบกันเรื่อยๆ ที่สำคัญพี่ชายเราเป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุดค่ะ เค้าทำทุกอย่างเพื่อคุณแม่ ถึงแม้

ตอนนี้คุณแม่จะได้เจอเราบ่อยกว่ามาก (คุณแม่กับพี่ชายก็ไม่ได้เจอกันบ่อยพอๆกับเราค่ะ แต่เรางานยุ่ง

เลยได้เจอน้อยกว่า) แต่พี่ชายก็คอยที่จะปกป้องเราทันทีที่มีปัญหาค่ะ แหม่ ซึ้งเชียววว

.
.
.
.
.
.
.
.
.

และทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ค่ะ

ยังมีอีกหลายคนที่สร้างให้เราเติบโตมาอย่างปลอดภัยสมบูรณ์

ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราล้วนเป็นทั้งบทเรียนและความสุข

ขอบคุณทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ทั้งสิ่งที่ทำให้เราแข็งแรง สิ่งที่เคยทำให้อ่อนแอ

และที่สำคัญ เราขอบคุณตัวเองเสมอ ที่แม้บางทีจะรู้สึกท้อแต่ไม่เคยคิดจะก้าวถอยหลัง

ขอบคุณตัวเองเสมอที่เป็นนักสู้  ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาบางอย่าง



อย่าลืมที่จะรู้สึกขอบคุณตัวเองและทุกคนในชีวิตนะคะ

มองทุกอย่างให้มีคุณค่า และเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา สักวันหนึ่งคุณจะหัวเราะกับมัน

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ 

1:11 A.M  160615













Monday, June 6, 2016

DAY 3


และแล้วก็มาถึงวันที่ 3 หลังจากห่างหายไปหลายวันไม่ได้มาอัพต่อ ฮ่าๆๆๆๆ
เนื่องจากติดงานค่ะ สมองจึงไม่พร้อมจะคิดเรื่องอื่นจริงๆ

มาค่ะ มาต่อวันที่ 3 หรือวันสุดท้ายแบบเต็มวันที่ได้อยู่ที่เกาหลีในครั้งนี้
นึกแล้วก็ใจหายเพราะยังไม่ทันได้ไปไหนอย่างจริงจังเลยค่ะ

วันนี้เริ่มเช้าวันใหม่ด้วยการไปที่ฮานึน กงวอน (하늘 공원) เป็นอีกสถานที่ ที่สวยงามมากเลยค่ะ
แลนด์มาร์คของพวกเราอยู่ด้านบน ต้องอาศัยการขึ้นไปด้านบนด้วยการเดินเท้าหรือรถไฟฟ้าค่ะ


นี่คือสะพานข้ามฝั่งไปอีกด้านค่ะ สวยงามจนคุณแม่บอกให้ถ่ายรูป


แชะภาพสักหน่อย


ด้านล่างก่อนขึ้นไปมีแผนที่ทั้งหมดให้ดูด้วยค่ะ ส่วนมากจะเป็นแก๊งค์อาจุมม่ามาเดินออกกำลังกายกัน
ส่วนในภาพนี่แทกุกอาจุมม่าค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ


เต็มไปด้วยต้นไม้สวยงาม อากาศดีมากๆ สดชื่นสุดๆเลยค่ะ



แก๊งค์สาวๆและหนึ่งหนุ่มขอนั่งรถขึ้นไปค่ะ เพราะมีของเยอะและกลัวว่าเหงื่อจะออกค่ะ 


ด้านบนที่เห็นเขียวๆนี่เราลองถามดูเค้าบอกเป็นต้นข้าวค่ะ จะมีช่วงที่เป็นสีเหลืองทั้งหมด 
ตอนนั้นจะสวยมาก





นี่คือรถขายยอชค่ะ เป็นขนมโบราณขอเกาหลี เราว่าคล้ายกาละแมร์บ้านเราค่ะ เหนียวๆหวานๆ


ในภาพนี้คือยอชที่ทำจากฟักทองค่ะ อร่อยมากแต่แอบเหนียวคอนิดหน่อยค่ะ เคี้ยวเพลินๆ


มองออกไปเป็นแม่น้ำฮันค่ะ กว้างและสวยงามมากๆ



มีคนแอบถ่ายมาค่ะ ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้เรากำลังถ่ายคุณแม่อยู่ 


มาต่อกันอีกที่ค่ะ ที่นี่หลายๆคนอาจรู้จักกันดีเพราะคือ คลอง ชองกเยซอน 청계천 
(Cheonggyecheon Stream) ที่เป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวค่ะ


วันนี้บรรดาผู้ปกครองก็พาเด็กๆมากันเยอะค่ะ เพราะด้านบนมีงานวันเด็กด้วย


คนไทยก็เยอะค่ะ เดินผ่านไปมาก็ได้ยินพูดไทยกัน ที่สำคัญวันนี้ร้อนพอสมควรแดดแรงมากค่ะ


ระหว่างเดินไปแอบเจอเด็กน้อยคนนี้ค่ะ มาเฝ้าคุณแม่ที่กำลังขายปลาหมึกอยู่เลยอุดหนุนไปนิดหน่อย


ภาพนี้คุณแม่ถ่ายให้เราค่ะ นั่งตากแอร์อยู่ที่ Toms and Toms ข้างๆคลอง สาขานี้กว้างมากค่ะ รวมไปถึงหากจะเข้าห้องน้ำที่นี่ต้องมีรหัสผ่านซึ่งมีในใบเสร็จค่ะ ไฮเทคสุดๆ


ระหว่างที่รอทำงานอยู่นั้น ก็เหลือบไปเห็นคนนี้ค่ะ แต่งตัวดีมาก มีความชิค เหมือนออกมาจากนิตยสารแนวStreet เลยกดถ่ายโดยไม่ต้องคิดเยอะเลยค่ะ เท่ห์สุดๆ


ภาพนี้ระหว่างถ่ายทำค่ะ คุณผู้กำกับแอบถ่ายมา


และแล้วเราก็มีเวลาว่างมาช้อปสักที มีช่วงว่างราวๆ 1ชั่วโมงครึ่งในการเดินมยองดงค่ะ !


นี่คือบรรยากาศของมยองดงช่วง 5 โมงเย็นจนถึง 6 โมงเย็นค่ะ แต่ช่วงนี้ที่เกาหลี1ทุ่มก็ยังไม่มืดเลยค่ะ


ร้านปลาหมึก อร่อยยยยย


เร่งรีบกันมากจริงๆค่ะ


คุณแม่ถ่ายให้เช่นเคย ตรงนี้เป็นซอยเล็กๆในนั้นค่ะ



แถวนี้มีร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับน่ารักๆเพียบเลยค่ะ ราคากลางๆ 10,000 วอนซะส่วนใหญ่ค่ะ




อันนี้อร่อยมากค่ะ เป็นชีสสลับกับแป้งต๊อกย่างค่ะ แล้วก็ราดด้วยนมข้น หอมๆหวานๆแต่อ้วนน่าดู
อยากทานอีกต้องทำยังไงคะ? ที่ไทยมีที่ไหนขายบ้าง!!!!


ร้านหอยเชลล์ค่ะ โรยชีสแล้วย่าง น้ำลายไหล แต่ไม่ได้แวะซื้อค่ะเพราะทานไปเยอะและรอคิวนาน


ช่วงดึกคุณริเวอร์และพี่ทีได้สั่งอาหารมาให้ที่โรงแรมค่ะ พีคมากเพราะมันคือจ๊กบัล อาหารที่เราคิดว่าพลาดแน่แล้ว (คือเราตั้งใจว่าจะไปทานจ๊กบัลร้านเดียวกับที่โมโมะTwice และ เคย์ Lovelyz ไปออกรายการค่ะ แต่ด้วยเวลาจำกัดเลยอดไป) 
แล้วก็เพิ่งทราบวิธีคงความร้อนของอาหารของที่นี่ค่ะ น่าสนใจมาก คือด้านล่างของอาหารเนี่ยเค้าจะมีเหมือนถุงพลาสติกใสที่ใส่น้ำร้อนไว้ด้านในค่ะแล้วก็เอาฟรอยห่ออาหารรองอีกชั้นจึงนำอาหารวางแล้วใส่กล่องทำให้อาหารยังคงความร้อนจากน้ำร้อนในถุงนั้นได้ค่ะ ชอบมากๆ ส่วนรสชาติของจ๊กบัลนั้นส่วนตัวชอบมากค่ะ รสชาติกำลังดียิ่งทานคู่กับข้าวและห่อผักด้วยยิ่งแจ่มเลยค่ะ คุณแม่ก็ชอบมากค่ะ ส่วนอีกอันเป็นส่วนของหมูสามชั้น ที่เรียกว่าโปซัม (ขอบพระคุณพี่พะแพงสำหรับข้อมูลนี้ค่ะ แอปลืมชื่อ) จริงๆเราชอบอันนั้นมากกว่าค่ะ แต่ลืมเอามือถือและกล้องขึ้นมาด้านบน เลยต้องใช้มือถือคุณแม่ถ่ายภาพนี้แทน ในภาพคือจ๊กบัลค่ะ เป็นส่วนขาของหมู เคยดูรายการมา โมโมะบอกว่าจ๊กบัลเนี่ยคอลลาเจนเยอะมากๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไรแต่คุณริเวอร์ก็บอกอีกเหมือนกันค่ะว่าชาวเกาหลีนิยมมากเพราะว่าคอลลาเจนเยอะ ดีต่อผิว ทีนี้เริ่มอยากทานทุกวันเลยค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ


อันนี้เป็นเหมือนเบนโตะหรือข้าวกล่องของเกาหลีค่ะ


รสชาติโอเคเลยค่ะ แถมยังอิ่มเร็วมากอีกด้วยเพราะเครื่องเคียงเยอะมากๆ

อ้อ แล้วก็หลายๆคนน่าจะทราบกันดีแล้วนะคะว่าที่มาทำงานที่เกาหลีนั้น
เรามาถ่ายMusic video ค่ะ เพลง ฉันมาบอกว่า... ของพี่ๆวง Season Five
ฝากด้วยนะคะ พวกเราตั้งใจกันมากจริงๆ หวังว่าจะชอบกันนะคะ


แถมรูปนิดหน่อยค่ะปิดท้ายทริปนี้