ฉันเติบโตมากับ..
ถ้าพูดถึงการเลี้ยงดูลูกสาวหรือหลานสาวคนเล็ก แน่นอนว่าบางบ้านหวงห่วงยิ่งกว่า"ไข่ในหิน"
และยิ่งถ้าที่บ้านคาดหวังและเห็นแววว่าอนาคตอยากจะส่งเสริมให้กล้าแสดงออก
การ"ปั้น" ตั้งแต่ยังเด็กคงจะสำคัญ
เราเป็นคนนึงที่ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบคุณ คุณแม่และญาติๆเสมอที่ดูแลเรามาอย่างดี
ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่เคยมีนิสัยรักสวยรักงามเลยด้วยซ้ำ ออกจะขี้เกียจก็ว่าได้
ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีผู้หญิงเยอะมากๆ
คุณยายมีลูกสาว 4 คน แต่งงานมีครอบครัว 2 คนคือคุณแม่และคุณป้าคนรอง คุณป้าคนโตและคุณน้าไม่
ได้แต่งงานมีครอบครัว ดังนั้น คุณป้าและคุณน้าก็จะดูแลหลานๆเหมือนกับลูกแท้ๆเลยล่ะค่ะ
เราเติบโตมากับอะไรแปลกๆที่ดูน่ารักแบบนี้แหละค่ะ
แถมตอนเด็กๆชอบด้วย
เราเลยไม่ค่อยรู้จักนิทานวัยเด็กแบบคนอื่น หรือแม้แต่เพลงกล่อมเด็กบางเพลง
ต้องอาศัยไปรับรู้ตอนเข้าเรียนอนุบาลค่ะ
ได้แต่งงานมีครอบครัว ดังนั้น คุณป้าและคุณน้าก็จะดูแลหลานๆเหมือนกับลูกแท้ๆเลยล่ะค่ะ
หลานๆ รุ่นเดียวกับเราก็มีเราเป็นหลานคนเล็กสุด พี่ๆก็จะดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นน้องเล็ก
และด้วยความที่ในบ้านเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิง เรื่องความสวยความงามหรือความกล้าแสดงออกนั้นคงจะ
เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ เราและลูกพี่ลูกน้องก็มักจะถูกส่งประกวดเวทีต่างๆทั้งหนูน้อยนพมาศ
ประกวดเต้นเป็นทีม ประกวดร้องเพลง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แถมยังได้ค่าขนมอีกด้วย
นี่มันอวดรูปวัยเด็กชัดๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ
มาพูดถึงเรื่องการดูแลผิวพรรณ บำรุงผม และความสะอาดในวัยเด็กของเราดีกว่า
อย่างที่บอกว่าเรามีคุณป้าและคุณน้าที่ดูแลเหมือนลูกแท้ๆ เค้ามักจะสลับสับเปลี่ยนกันมาเล่น
พาไปที่นั่นที่นี่ และดูแลเราเวลาที่คุณแม่ทำงาน
คุณป้าของเรามีดีกรีเป็นช่างตัดชุดที่ช่วงหนึ่งใครๆก็ฮิตมากมาตัดที่ร้านคุณป้า
ช่วงนั้นลูกค้าเยอะขนาดที่ว่าไปเปลี่ยนทองรายวันเลยค่ะ (ประมาณว่าเบื่อลายนี้ก็ไปเปลี่ยนลายชิวๆ)
เลยถือว่าค่อยข้างจะนำแฟชั่นเมื่อก่อนมากๆ
คุณน้าเป็นคุณครูค่ะ หลักๆสอนวิชาสังคมศึกษา คนนี้ความรู้รอบตัวสูงมาก บางทีก็ดูดุนะคะ
แต่เด็กๆก็รักคุณน้าดีค่ะ เราเคยมีโอกาสช่วงที่โรงเรียนเราหยุด เลยไปเที่ยวโรงเรียนที่คุณน้าสอน
เมื่อก่อนคุณน้าเราสอนอยู่ที่โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งค่ะ ไกลจากตัวเมืองมาก เด็กๆน่ารักและ
ตื่นเต้นเวลาลูกหลานคุณครูมาเที่ยวหา เราก็ไม่รู้นึกอะไรชอบไปเรียนในห้องเรียนกับเค้าด้วยสนุกดี
ตอนเด็กๆเวลาคุณแม่ไปทำงานก็จะฝากเราไว้ที่ร้านคุณป้า ในภาพนี้คืออยู่บนโต๊ะตัดผ้าเลยค่ะ
ตอนกลางวันคุณป้าจะคอยเล่านิทานให้เราฟัง ซึ่งเป็นนิทานจากเรื่องจริง
เค้าเล่าเรื่องของเราในวันนั้นๆกล่อมเราค่ะ แล้วก็ชอบร้องเพลงที่ไม่มีความหมายให้ฟัง
บางทีก็เอาเมนูอาหารที่เราชอบมาร้องเป็นเพลงให้ฟัง เช่น เราชอบทานหมูสามชั้นทอดมากๆ
เราเรียกหมูสามชั้นทอดว่า หมูเหนียว
คุณป้าก็จะร้องเพลง โดยนำทำนองเพลง เถียนมีมี่ ของคุณเติ้งลี่จวิน มาใส่คำร้องเป็น
หมู่ มู หมู เนียว
หมู่ เนียว หมู่ เนียว หมู เนียว ~
เป็นต้นค่ะ
เราเติบโตมากับอะไรแปลกๆที่ดูน่ารักแบบนี้แหละค่ะ
แถมตอนเด็กๆชอบด้วย
เราเลยไม่ค่อยรู้จักนิทานวัยเด็กแบบคนอื่น หรือแม้แต่เพลงกล่อมเด็กบางเพลง
ต้องอาศัยไปรับรู้ตอนเข้าเรียนอนุบาลค่ะ
ทุกวันนี้คุณป้าก็ยังแข็งแรงมากๆ เพราะชอบออกกำลังกายค่ะ
พอเราโตขึ้นหน่อยก็ไปเต้นแอโรบิคกับคุณป้าอละคุณน้า มีความสุขมากๆค่ะ
อีกอย่างที่คุณป้าเคร่งครัดกับเรามากคือการอาบน้ำแปรงฟันค่ะ
เค้าจะใช้วิธีพูดให้รู้สึกผิดและไปทำเองค่ะ ถ้าไม่ทำก็จะพูดอยู่อย่างนั้น
เช่น เวลาหอมแก้มก็จะบอกว่าแก้มไม่หอมเลย เราก็จะอยากตัวหอมให้เค้าชม
หรือถ้าก่อนนอนไม่แปรงฟันเค้าก็จะบอกว่า ฟันไม่สะอาด ถ้าฟันผุจะไม่สวยนะ
แปรงฟันต้องแปรงมากกว่า 1 ครั้งมันไม่สะอาด ถ้ามีกลิ่นปากจะไม่มีใครอยากพูดด้วย
ทำให้เรากลัวว่าเค้าจะพูดอีก เราเลยจัดการตัวเองให้สะอาดเสมอโดยอัตโนมัติเลยค่ะ
ส่วนคุณน้า ตอนเด็กมากๆจะไม่ใกล้ชิดกับเราเหมือนคุณป้าค่ะ
เพราะคุณป้าอยู่บ้านตลอดเลยได้เวลากับเราไปเต็มๆ
แต่พอโตขึ้นเราใกล้ชิดกับคุณน้ามากๆ แถมหน้าเราคล้ายกับคุณน้ามากกว่าคุณแม่ด้วยค่ะ
คนเลยมักจะเข้าใจว่าเราคือลูกสาวของคุณน้า และ เราก็โดนหลอกว่าจริงๆเราคือลูกคุณน้า
แต่คุณน้ามาฝากคุณแม่ให้เลี้ยงดูค่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่คุณน้าไม่แต่งงานก็ได้นะคะ
เพราะเค้าคิดว่าคุณน้ามีลูกแล้ว โถๆๆๆๆๆ
คุณน้าคนนี้แหละค่ะคือคนที่หารายได้หลักของครอบครัวเพราะมีอาชีพการงานที่มั่นคงสุดๆ
แถมยังส่งเสียพี่ชายเราและเราให้เรียนหนังสือด้วยค่ะ
คุณน้าขยันตั้งแต่เด็กๆค่ะ ได้เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ้าจำไม่ผิดคือสอบติดคนเดียวของห้องด้วย
และเป็นคนเดียวของครอบครัวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะนอกนั้นจบสายอาชีพกันค่ะ
คุณน้าตั้งใจเรียนมากถึงขนาดที่มีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็ไม่เข้าร่วมเลย
คุณน้าเลยสอนเราค่ะ ว่าชีวิตมีครั้งเดียวใช้ให้คุ้มดีกว่าเพราะเค้าเสียดายมากที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมใดๆ
พอเราเข้ามหาวิทยาลัยเราเลยเต็มที่กับมันค่ะ กิจกรรมรับน้อง ค่ายต่างๆไปหมดไม่กลัวจะเหนื่อยเลย
เพราะเราไม่อยากต้องมาเสียดายทีหลัง แล้วมันดีจริงๆค่ะ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ชาตินี้คงหาไม่ได้
ความรู้สึกของการเป็น Freshmen มันมีครั้งเดียวจริงๆที่จะสดใหม่แบบนี้
เราได้สนิทมากๆกับคุณน้าก็ช่วงเราประถมค่ะ ทั้งไปที่โรงเรียนคุณน้าบ่อยๆ และช่วยคุณน้าทำงาน
คุณน้าทำผลงาน อาจารย์สามซึ่งต้องเชี่ยวชาญด้านข้อมูลต่างๆมากมาย
ต้องไปค้นหาและวิจัยด้วยตัวเอง ซึ่งการเป็นผู้หญิงและไปคนเดียวคงไม่เหมาะ เลยพาเราไปด้วย
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราได้ความรู้รอบตัวเพิ่มขึ้นมากในด้านประวัติศาสตร์และสังคมค่ะ
เพราะคุณน้าทำเรื่องเกี่ยวกับเมืองคณฑีและจังหวัดกำแพงเพชรในอดีต
ได้ไปศึกษาเรื่องราวเก่าๆ รวมไปถึงการเสด็จประพาสต้นของพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่5)
ซึ่งเกิดเรื่องบังเอิญขึ้นคือ ดาบฝักทอง ที่ถวายแด่พระองค์ท่านและพระองค์ทรงพระราชทานให้เป็น
ดาบประจำเมืองกำแพงเพชรนั้น เป็นสายตระกูลของเราเองด้วยค่ะ(ทางฝั่งคุณพ่อ)
ตรงนี้ขนลุกมาก กลายเป็นว่าได้รับรู้ถึงเรื่องราวของต้นตระกูลตัวเองอย่างลึกซึ้งพอสมควรเลย
ครอบครัวของเรามักจะอยู่รวมกันค่ะ ใครประกวดอะไร ทำกิจกรรมอะไรก็ไปเชียร์เสมอ
คุณน้าและคุณป้ามักจะหาเคล็ดลับการดูแลผมและผิวพรรณมาให้เราเสมอด้วยค่ะ
อย่างผมเนี่ย ตอนเด็กๆจำได้ว่าที่บ้านคุณป้า เค้าเอาไข่ไก่ กับเบียร์ผสมกันค่ะ
แล้วมาหมักผมให้ ตอนนั้นจำได้ว่าผมเราเหม็นกลิ่นไข่และเบียร์ไปหลายวันเลย
แล้วก็คุณแม่มักจะขัดผิวให้เราด้วยมะขามเปียกค่ะ เอามาผสมน้ำนิดหน่อยและถูตัว
จำได้ว่าขี้เกียจมากกกกกก บ่ายเบี่ยงตลอดจนบางทีโดนดุ
พอขัดเสร็จผิวนุ่มเลยนะคะ แต่เราไม่สนใจค่ะ อยากเล่นมากกว่า
โตขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนสูตรบ้าง มีเอาโยเกิร์ตหรือนมสดผสมน้ำผึ้งและบีบมะนาวขัดๆตัวค่ะ
บางทีก็เอาผงขมิ้นมาขัดตัว ตอนนั้นไม่เคยที่จะเห็นประโยชน์ของมันเลยนะคะ
แต่ตอนนี้ขอกราบบบบบ ค่ะ ดีต่อเรามากจริงๆ
แต่นอกจากสาวๆในบ้านที่เราเติบโตมาด้วยแล้ว เรายังมีพี่ชายแท้ๆด้วยค่ะ
เราอายุห่างกัน 8 ปี
คุณแม่เล่าว่าตอนเราคลอดพี่ชายตกน้ำที่โรงเรียนค่ะ เพราะวันนั้นฝนตกและน้ำขัง น่าสงสารจริงๆ ฮ่าๆๆ
ด้วยความที่เราสองคนอายุห่างกันมากความสนิทเลยไม่มากเท่าที่ควรค่ะ
ตอนเราอยู่ชั้นประถมพี่ชายเราก็เรียนมัธยมอยู่ เด็กมัธยมส่วนใหญ่ก็ให้เวลากับเพื่อนๆมากกว่าอยู่แล้ว
เรากับคุณแม่ก็ไปรับไปส่งพี่ชายที่โรงเรียนทุกวันค่ะ เรานั่งหน้า คุณแม่เป็นคนขี่ พี่ชายซ้อน
ไปไหนมาไหนด้วยมอเตอร์ไซต์สีแดง ให้มาจนเราโตนั่งหน้าไม่ได้เพราะบังคุณแม่เลยค่ะ
เวลาไปรับไปส่งก็จะเจอเพื่อนของพี่ชาย แล้วเพื่อนๆเค้าก็จะชอบแกล้งเราแซวเรา
มีชื่อนึงเค้าชอบเรียกเราว่า แอปฟี่คาม เรายังไม่รู้ความหมายจนทุกวันนี้เลยค่ะ
รู้แต่ว่าคงไม่ใช่ชื่อดีๆเพราะเค้าใช้ล้อเรากัน งงมาก ฮ่าๆๆๆๆ
มีหลายอย่างมากที่เราได้รับอิทธิพลจากพี่ชาย คือเราฟังเพลงร็อคสมัยก่อนตามพี่ชาย
เช่น วงนูโว วงGirl วงมะลิ วงsmile buffalo วงขอนแก่น วงModern Dog พี่เสกโลโซ วงแท็กซี่ ฯลฯ
คือรู้จักหลายเพลงและร้องได้ด้วย รวมไปถึงการแต่งตัวค่ะที่เราไม่ยอมใส่กระโปรง
ตอนเด็กๆชอบใส่ชุดบอลมาก ทีมบราซิล ชอบใส่ชุดทหาร พอโตขึ้นหน่อยก็ใส่ผ้าใบSneaker
ใส่หมวกเบสบอลตามพี่ชายค่ะ ถ้าใครเห็นเราช่วงเพิ่งเข้าวงการจะเห็นว่าเราแต่งตัวสปอร์ตๆหน่อย
แต่งตามพี่ชายทั้งนั้นค่ะ แล้วเค้าเก็บเงินเก่งก็จะซื้อของขวัญวันเกิดให้เราเป็นรองเท้ามือสองพวกนี้
แถมเรายังติดนิสัยซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อที่เป็นมือสองจากเค้าด้วยค่ะ
แล้วพี่ชายก็เป็นคนที่ทำให้เราสนใจศิลปะ พี่ชายเราวาดรูปได้ดีกว่าเรามากค่ะ
เราพยายามวาดตามแต่ลายเส้นไม่ได้อย่างเค้าเลย ถ้าเมื่อก่อนพี่ชายเรามีโอกาสได้เรียนทางด้านศิลปะ
เราเชื่อว่าเค้าจะไปได้ดีเพราะเค้ามีพรสวรรค์ที่ดีกว่าเรามากค่ะ
แต่ก็ไปเรียนทางด้านนิติศาสตร์ และ มาทางด้านสังคมสงเคราะห์ค่ะ
ตอนนี้พี่ชายเราแต่งงานแล้วด้วย ปีนี้ก็ 30 พอดี ช่วงเวลาตั้งแต่พี่ชายเราเข้ามหาวิทยาลัยตอนนั้นเราอยู่
ม.ต้นค่ะ และ ม.ปลายเราก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เกือบ 6 ปีแล้ว เจอกันปีละครั้งสองครั้งเอง
นับแล้วก็เกือบๆสิบปีแล้วที่เราสองพี่น้องห่างกันค่ะ แต่โชคดีที่สมัยนี้ติดต่อกันง่ายเลยไปอัพเดทสารทุกข์
สุขดิบกันเรื่อยๆ ที่สำคัญพี่ชายเราเป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุดค่ะ เค้าทำทุกอย่างเพื่อคุณแม่ ถึงแม้
ตอนนี้คุณแม่จะได้เจอเราบ่อยกว่ามาก (คุณแม่กับพี่ชายก็ไม่ได้เจอกันบ่อยพอๆกับเราค่ะ แต่เรางานยุ่ง
เลยได้เจอน้อยกว่า) แต่พี่ชายก็คอยที่จะปกป้องเราทันทีที่มีปัญหาค่ะ แหม่ ซึ้งเชียววว
.
.
.
.
.
.
.
.
.
และทั้งหมดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ค่ะ
ยังมีอีกหลายคนที่สร้างให้เราเติบโตมาอย่างปลอดภัยสมบูรณ์
ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราล้วนเป็นทั้งบทเรียนและความสุข
ขอบคุณทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ทั้งสิ่งที่ทำให้เราแข็งแรง สิ่งที่เคยทำให้อ่อนแอ
และที่สำคัญ เราขอบคุณตัวเองเสมอ ที่แม้บางทีจะรู้สึกท้อแต่ไม่เคยคิดจะก้าวถอยหลัง
ขอบคุณตัวเองเสมอที่เป็นนักสู้ ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาบางอย่าง
อย่าลืมที่จะรู้สึกขอบคุณตัวเองและทุกคนในชีวิตนะคะ
มองทุกอย่างให้มีคุณค่า และเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา สักวันหนึ่งคุณจะหัวเราะกับมัน
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
1:11 A.M 160615





















No comments:
Post a Comment