Friday, January 6, 2017




เรากลับมาแล้ว

หลังจากห่างหายไปนาน จนข้ามมาปี 2017 สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านนะคะ
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองและดลบันดาลให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
คิดทำสิ่งดี สิ่งใดก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนา โชคดีมีสุขตลอดทั้งปี 2017 นะคะ

จริงๆเรามีเรื่องอยากจะเล่ามากมายเลย จากช่วงที่หายไปกับการทำงาน
ปี 2016 ถือเป็นปีที่เรารู้สึกว่ามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ในใจหนึ่งก็คิดว่าดีแล้วที่ผ่านมาได้
อีกใจก็ไม่อยากให้มันรีบผ่านพ้นไปหรอกค่ะ

ปีนี้เราได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นเหมือนๆทุกปีค่ะ
ได้พบได้เจอสิ่งใหม่ ได้ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ได้รู้สึกว่าทิ้งเวลาชีวิตไปอย่างไร้ค่า
แต่ดูจะมากกว่าหลายๆปีที่ผ่านมาสักหน่อย
เวลาราวๆ 366 วันนั้นจะว่าไปมันน้อยมากนะคะ
ถ้าเทียบกับหลายสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จในปีนี้ (2016) แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ
ปกติจะมีแพลนคร่าวๆว่าจะทำอะไรในหนึ่งปี คิดล่วงหน้าไปก่อนถ้ามีอะไรใหม่ค่อยปรับเปลี่ยนอีกที
เราว่าตัวเราเนี่ย ไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันสักเท่าไหร่ ไม่มองอดีตก็คิดล่วงไปอนาคตเลย
แต่สำหรับเราอย่างหลังน่าจะมากสักหน่อย เพราะเป็นคนชอบทำตามแบบแผน
ชอบความสบายใจ ถึงไม่ได้ทำจริงแต่ให้รู้จุดมุ่งหมายก็คงดีกว่าใช้ชีวิตไปวันๆโดยไม่คิดอะไรล่วงหน้า
แต่ก็อาจจะทำให้เราสูญเสียเวลาความสุขตรงหน้าได้เหมือนกัน


นิสัยอย่างหนึ่งของตัวเองที่ทั้งรักทั้งเกลียดคือเป็นพวกไม่ชอบให้ใครมาดูถูก(ใครก็คงไม่ชอบ)
เวลาโดนอะไรแบบนั้นแล้วมันฮึกเหิม มีไฟ มีแรง อยากทำให้เห็นว่าเราก็ทำได้นะ
แต่จากความฮึกเหิมดันกลายเป็นหักโหม ตบปากรับคำไปไม่นึกถึงสังขารตัวเองให้ดี ก็แย่หน่อย
ถ้าทำได้ก็เป็นรางวัล ถ้าทำไม่ได้ก็เศร้าเล็กๆ แต่ก็สู้ต่อ โชคดีที่เป็นพวกไม่ค่อยทิ้งขว้าง
"ทิ้งขว้าง" ในที่นี้อาจหมายถึง "เท" นั่นแหละ  ช่วง3เดือนก่อนหมดปี เป็นช่วงชีวิตที่เหนื่อยมาก

ตื่นตี4ไปทำงาน

กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัย

กลับไปทำงาน

นอน

ตื่นตี4ไปทำงาน

วนลูปอยู่แบบนี้ เรื่อยๆ ร่างกายก็แย่สิคะ แต่ใจยังสู้อยู่ แถมหวังเกรดสวยๆด้วย ทิ้งไม่ได้อีก
มีวันหนึ่ง ทำงานเสร็จบ่ายโมงแล้วต้องเข้าเรียนให้ทันบ่ายสอง
แน่นอนอโศกรถติดมากตอนกลางวันคนแน่นไปหมด พี่สุชาติ(วินมอเตอร์ไซค์)ก็ช่วยไม่ได้
 ไม่ทันได้ทานข้าวเลย
เข้าห้องมาเพื่อนๆก็เริ่มวอร์มกันแล้ว วันนี้เป็นวิชา Acting
อ้อ! ลืมบอกว่าเรียนที่นี่ไม่มีสิทธิพิเศษค่ะ
สายสามครั้งเท่ากับขาดหนึ่งครั้ง ขาดสามครั้งเชิญไปดรอปเรียนทันที ไม่ว่าด้วยเหตุอะไรก็ตาม
"ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน"  เลยต้องรักษาเวลาและอยู่ภายในกฎให้ได้ ไม่งั้นคงแย่


วิชานี้เป็นวิชาที่ชอบมาก เพราะเราเรียนอยู่สาขานี้และได้ฝึกทักษะตัวเอง
ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหรือที่รู้แล้วก็ลึกกว่าเดิม เรียนมาสามปีแล้วก็ยังคิดว่าความรู้ที่เรามีมันน้อยนิดมาก
ถ้าเทียบกับสิ่งที่ต้องนำมาใช้กับประสบการณ์จริง
มี workshop นึงที่เราจำแม่นและอินมาก เป็นเรื่องของ"การรักตัวเอง"
เป็นนักแสดงต้องมีความเชื่อสูง มีจินตนาการที่ดี รู้จักดึงใช้ประสบการณ์ต่างๆมาใช้ให้เป็น
ดังนั้นเมื่อครูให้ทำอะไรเราก็เชื่อ และ ไว้ใจ ทุกคนที่อยู่ในห้อง
ครูค่อยๆ Add โจทย์ไปเรื่อยๆ จนมาถึงช่วงของสิ่งที่กลัวที่สุด จินตนาการตามภาพที่ครูบอก

"ระหว่างที่นอนอยู่มีใครคนหนึ่งยื่นหน้ามาจากด้านบน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำหนอง
มันหายใจรดเรา เราขยับร่างกายไม่ได้ ทำไม่ได้แม้แต่ออกเสียงเรียกใคร มันบีบคอเรา เหยียบอกเรา"

จำได้ว่าตอนนั้นภาพชัดมากและรู้สึกจริงจนร้องไห้ ทรมานมาก เหมือนถูกสะกดจิตในใจตอนนั้นกลัวไปหมดเรียกร้องหาแต่แม่ อยากให้แม่มาช่วย

"ทันใดนั้นก็มีมือ มือหนึ่งยื่นเข้ามา มือนั้นสวมกอดเราไว้แน่น บอกว่าไม่ต้องกลัว เขาอยู่ตรงนี้แล้ว
สองมือนั้น เช็ดน้ำตาบนหน้าของเรา บอกว่าเราเก่งแล้ว เราทำได้ทุกอย่าง แม้ไม่มีเค้าเราก็ต้องอยู่ให้ได้
คนตรงหน้าค่อยๆเดินออกมาไกลขึ้นและไกลขึ้น พูดแต่ว่าเราต้องอยู่ให้ได้ถ้าไม่มีเขา"

เจ็บปวด..

ตอนนั้นแหละที่เจ็บหัวใจมาก มากที่สุด คนที่เราคิดว่าเขาจะอยู่กับเราไปตลอด คนที่เราคิดว่าเราสามารถพึ่งพาเขาได้ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม แต่เราลืมนึกไปว่า ไม่มีอะไรยั่งยืน
ไม่มีสิ่งไหนเป็นนิรันดร์

มีสิ่งเดียวที่จะอยู่กับเราไปตลอด คือ ตัวของเรา

ตลอดเวลาเราอาจจะรักใครสักคน หรือ แคร์ใครหลายๆคน

เราลืมนึกไปหรือเปล่าว่ายังมีอีกคนที่เราควรรักเขามากที่สุด

"ตัวของเรา"

คุณเคยขอโทษตัวเองไหม

คุณเคยเสียใจหรือเปล่าที่ทำร้ายหัวใจตัวเอง

ทุกสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจ เจ็บปวดใจมันเกิดจากเราเองหรือเกิดจากคนอื่น

เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนความคิดตัวเองได้

เราไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยนตัวตนให้ตัวเองมีความสุข

เราแค่คิดว่า มันคงจะดีถ้าเราเปลี่ยนความคิดให้เรามีความสุข

ทุกคนเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเอง

มีสิทธิที่จะคิด จะทำอะไรก็ได้ตามแต่ใจตัวเอง
"ขอแค่อย่าเบียดเบียนใคร"

ลองหันมาเข้าใจสังคม แทนที่จะให้สังคมเข้าใจเรา
ลองหันมารักตัวเองแทนที่จะรอให้คนอื่นมารัก

แต่ที่สำคัญอย่าลืมความรักที่มีให้กับคนอื่นนะคะ  มันดีแล้วล่ะแค่อย่าให้มันมาทำร้ายเรา

ต้องขอบคุณ Workshop นี้มาก จากครูซอ อ.ดร.สทาศัย พงศ์หิรัญ นะคะ
มันไม่ใช่แค่สิ่งที่จะพัฒนาทักษะการแสดง แต่มันให้เทียบเท่าหรือมากกว่าละครดีๆสักเรื่อง

ขอบคุณจริงๆค่ะ



นี่เป็นส่วนหนึ่ง แค่ส่วนเล็กๆที่เราจดจำได้ดีในปี 2016
ยังไม่นับรวมกับเรื่องประสบการณ์ใหม่ๆ ในเรื่องการทำงาน
การได้พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา
การได้เจอคนที่ดี การได้สร้างไฟให้กับชีวิต
แม้กระทั่งการยืนยันบางอย่างว่าสิ่งที่เราเลือกนั้นไม่เคยผิด

บางครั้งคนมองเข้ามาอาจเห็นว่า  2016 เป็นปีที่หนักหนาสาหัสมากปีหนึ่ง
สำหรับเรามันให้ข้อคิด ประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ดีอีกปีหนึ่ง

ขอบคุณตัวเราเองที่ผ่านมันมาได้
ขอบคุณทุกคนเช่นกันนะคะที่อ่านมาถึงตรงนี้

ไว้ว่างๆจะมาเล่าอะไรให้ฟังอีก
หวังว่าจะไม่เบื่อกันและได้อะไรกลับไปบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ



















1 comment: