Tuesday, November 1, 2016




1:11 02.10.2016

นี่อาจนับเป็นช่วงเช้าของวันที่ 2 พฤศจิกายน แต่เราจะนับว่ามันคือช่วงดึกของวันที่ 1 แล้วกัน
วันนี้มีภารกิจให้ทำไม่กี่อย่างแต่กว่าจะได้กลับก็เล่นเอาดึกดื่น

ช่วงเช้าตื่นมา 05:30 น อาบน้ำแต่งตัวและไปถ่ายซีรีส์ที่มหาวิทยาลัยของตัวเอง (ถือว่าโชคดีจัง)
วันนี้นอนน้อยมากจนเรียกได้ว่าว๊าบไปหลายรอบ (อาการหลับกลางอากาศ) 
จนต้องเรียกร้องหาคาเฟอีนมาเติมร่างกายสักแก้ว

ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในการมาถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ ในช่วงเวลานี้ 
ช่วงเวลาของการที่ทุกอย่างเทลงมากองรวมที่เรา วินาทีของการบริหารจัดการเวลา
การจัดลำดับความสำคัญ สุขภาพ การควบคุมจิตใจ มารวมกันหมดตอนนี้
เลยเข้าใจว่ามันคงเป็นเรื่องยากหากจะทำตัวเป็นเราคนเดิม มันต้องมีการรับตัวสักหน่อย

เคยมีคนบอกว่า คนเราจะเห็นนิสัยที่แท้จริงเวลาที่เหนื่อยมากๆ 
ช่วงนี้แหละมั้งที่คงจะได้เห็นนิสัยเรามากที่สุดในการทำงาน
บางทีก็อยากจะขี้เกียจ อยากไม่สนใจ ไม่ทำสิ่งที่ควรทำบ้าง
แต่คำว่า .. "ความรับผิดชอบ" มันค้ำคออยู่ตลอดเวลา
อาจเพราะเคยเห็นบทเรียนมาบ้าง และมันคือนิสัยที่เราไม่ชอบที่สุด
นิสัยของการขาดความรับผิดชอบเมื่อคุณอยู่ในวัยที่มีวุฒิภาวะมากเพียงพอ

ก่อนหน้านี้ไม่ถึงชั่วโมงเราเพิ่งจะทวิตข้อความมากมายออกไปในทวิตเตอร์
เป็นข้อความที่ไม่ได้คิดเยอะ เพียงแต่รู้สึกว่า..และพิมพ์มันออกมา
หรือภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า My opinion ก็ได้มั้ง

เราเพิ่งมาค้นพบไม่นานมานี้ว่าเราชอบการพบเจอผู้คนมากกว่าการอยู่คนเดียว
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเราเชื่อมั่นว่าการอยู่คนเดียวน่าจะเป็นสิ่งที่มีความสุขมากกว่า
เพราะเราไม่ชอบความวุ่นวาย

มันก็อาจจะไม่ผิด เพราะคนเราสามารถหาความสุขได้จากทุกสิ่งรอบตัว อยู่ที่ความชอบของแต่ละคน
ความสุขของเราอาจจะเปลี่ยนไปได้เสมอทุกวินาที เราเลยไม่อยากสัญญากับใครให้เป็นข้อผูกมัด
เพราะวันหนึ่งถ้าเรารู้สึกเปลี่ยนไปและไม่ใช่คนเดิม เราก็คงจะเสียใจแย่

มีแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่เราชอบมาก "Timehop" น่าแปลกที่เราชอบย้อนไปดูอดีต
แค่ได้หวนคิดถึงอาจไม่ใช่เหตุผลหลักของเรา แต่การย้อนกลับไประลึกถึงตัวตนเสมออาจสำคัญกว่า
เราเคยลองย้อนกลับไปดูเฟสบุ๊คของตัวเองเมื่อ 6-7 ปีก่อน กับตัวเองในปัจจุบัน 
เราทำหลายอย่างหล่นหาย เราทิ้งตัวตน เราไม่ใช่คนเดิม แต่มันก็ไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เราโตขึ้น เราเข้าใจชีวิตกว่าเดิม และประสบการณ์มากขึ้น 
จนเราเริ่มกลัวถ้าวันหนึ่งเราในแบบที่เราชอบจะหายไปกับการเวลาถ้าวันหนึ่งเราอาจต้องปรับตัว
เพื่อที่จะได้สู้กับโลกที่น่ากลัวใบนี้ได้

ทำไมถึงคิดว่าโลกน่ากลัวหรอ ?  

ไม่ทั้งหมดหรอก.. โลกมีส่วนที่สวยงาม โลกใบนี้ก็เหมือนชีวิตมนุษย์ ถ้าเทียบกับสี มันคือสีเทา
อยู่ที่ว่าเราจะมองว่าสีดำและขาวที่ผสม สัดส่วนไหนจะมีมากกว่ากัน 
โลกของคุณมันเป็นเทาเข้ม เทาอ่อน ดำสนิท หรือ ขาวสะอาด ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวคุณเอง

เหมือนกับว่ายิ่งโตขึ้น ก็ยิ่งรับรู้บางสิ่งว่า เอ้อ...มันมีแบบนี้ด้วยแฮะ
จนบางครั้งก็ตกใจเหมือนกัน ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้จริงๆเหรอ

เราเคยเป็นคนหนึ่งที่กำแพงสูงมาก สูงจนคนรอบข้างแทบเข้าไม่ถึง
แต่วันหนึ่งเรากลับทำลายมันลงไปด้วยตัวเราเอง
และมันก็กลายเป็นว่ามันดีมาก ดีต่อเรา ดีต่อคนรอบข้าง ดีต่อหน้าที่การงาน
และตัวตนเราก็เปลี่ยนไปตามด้วย 

ในฐานะเด็กละคร เราเชื่อเสมอว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล
เพื่อนสนิทเราคนหนึ่งเคยโทรมาหาแล้วบอกว่าขอร้องไห้ให้เราฟังได้ไหม
เค้าไม่รู้ว่าทำไม เพราะอะไร เพียงแต่อยากร้องไห้เท่านั้น
สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจเราวันนั้นคือ เพื่อนมีเหตุผล เหตุผลคืออยากระบายความอัดอั้นกับใครสักคน
ส่วนสิ่งนั้นคืออะไร มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบแต่เชื่อว่ามันมี

ฆาตกรคนหนึ่งฆ่าคนเพราะอะไร มันมีเหตุผล
คนฆ่าตัวตายเพราะอะไร มันมีเหตุผล
คนตกลงคบกันเป็นคนรักเพราะอะไร มันมีเหตุผล

ทุกอย่างย่อมมีเหตุผล เพียงแต่ตัวเราเองที่จะเป็นคนเลือกจุดจบของเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไร
คนเราเติบโตมาต่างกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นก็ต่าง
อย่าได้เอาเหตุผลของตัวเองไปตัดสินคนอื่น
อย่าดูถูก อย่าคิดว่าทำไมเรื่องแค่นี้บางคนถึงคิดไม่ได้
เรื่องแค่นี้ของคุณ อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนๆหนึ่งก็เป็นได้

ดังนั้น หากคิดจะอยู่ร่วมกับทุกคนได้อย่างมีความสุข ลองรู้จักรักให้เป็น
รักคนรอบข้าง รักสิ่งรอบตัว รักคนแปลกหน้า รักที่จะให้อภัย รักที่จะเรียนรู้ รักที่จะมองอย่างมีเหตุผล
แล้วโลกของเราจะสวยงามมากกว่าเดิม

เรามีความเชื่อว่าความเกลียดชังมันเป็นหลุมมืดในใจ มันทำให้คนเราไม่ก้าวไปข้างหน้า 
พอจะเดินมันก็ดูดให้ถอยหลัง การจมอยู่กับความมืด ความเครียดแค้น ไม่เคยช่วยให้ใครไปได้ดี 
นอกจากคนจะไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยแล้ว เพราะยิ่งทำใหสุขภาพจิตเสีย มันยิ่งทำให้เราสูญเสียเวลาที่จะมอบหรือสนับสนุนให้กับคนที่เรารักไปกับคนที่เกลียด 

มันจะดีหรือถ้าเราจะมอบเวลาชีวิตที่แสนมีค่าไปให้กับคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี
มันคงจะเปล่าประโยชน์ถ้าเอาเวลาที่มีค่าเหล่านี้ไปมอบให้กับสิ่งที่ทำให้จิตใจมัวหมอง
นั่นอาจไม่ได้หมายถึงแค่คนที่คุณรู้สึกเกลียดและอาจหมายรวมถึงคนที่รู้สึกเกลียดคุณ
สองสิ่งนี้เราคงจะเลือกที่จะไม่ยุ่งกับมันมากกว่าการไปสร้างมันให้เพิ่มขึ้น

การพูดคุยกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราคือสัตว์สังคม
ถ้าเราคุยกันอย่างถูกต้องและมากพอมันจะทำให้เราเข้าใจกันเป็นอย่างดี
หลายครั้งคนเราทะเลาะและเข้าใจผิดกันเพียงเพราะเหตุผลเกิดจากการตีความเอาเอง
เหรียญมีสองด้าน คนเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียว
เราเป็นคนหนึ่งที่เลือกจะแสดงด้านต่างๆให้คนแต่ละประเภทเห็นแตกต่างกัน
แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าเราไม่จริงใจ แต่เพราะบางคนอาจไม่ชอบในบางอย่างที่เราชอบ
บางคนไม่ได้รักในสิ่งที่เรารักเสมอไป

กับบางคนเราเลือกจะพูดคุยกับเค้าในเรื่องที่เบา สนุกและมีสีสัน 
กับบางคนเราเลือกที่จะคุยในเรื่องที่เป็นทางการ ความรู้ และจริงจัง
กับบางคนเราเลือกที่จะรู้จักเค้าอย่างมีระยะที่เหมาะสม
บางคนเราเลือกที่จะพูดคุยทุกอย่างให้เค้าฟังโดยไม่มีข้อแม้

เราเคยบอกไว้ว่าเราชอบคนที่มีความรู้รอบตัวสูง นั่นคือความจริง 
แต่คนที่มีความรู้รอบตัวสูงที่ว่าก็มีหลายประเภท 
แต่ประเภทที่เราชอบคือประเภทแลกเปลี่ยนความรู้กันมากกว่าการโอ้อวดความรู้ที่มี
เราเลยรู้สึกสนุกเสมอถ้าวิชาที่เรียนวิชาไหนเราได้แสดงความคิดเห็น
ไม่เคยกลัวว่ามันจะถูกหรือผิด แต่กลัวมากกว่าถ้าเจอคนรู้ไม่จริงมาให้ความรู้ผิดๆและจำแบบนั้นตลอด

เราเป็นคนจริงจังมากกับเรื่องการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าคนนั้นมีหน้าที่ให้ความรู้
เพราะความเชื่อใจจากผู้รับความรู้นั้น เชื่อมั่นไปแล้วว่าข้อมูลที่ได้เรียนรู้จะถูกต้อง
เค้าจะจำแบบนั้น จำว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้องและข้อมูลที่ได้ไปอาจผิดต่อกันไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด

ในโลกออนไลน์ก็เช่นกัน

โลกที่รวดเร็วและอันตรายที่สุด เราแบ่งโลกใบนี้เป็นสัดส่วนและเรียงความสำคัญ
เราเลือกพูดบางอย่างในบางพื้นที่ และเลือกจะไม่พูดอะไรเลยในนั้น
มันเลยอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าใจว่าทุกสิ่งที่ทำออกมาคือ 100% จากชีวิตจริง
เราว่าในโลก Social network นั้นสำหรับเรามันแค่ 40% จากตัวตนที่แท้จริงของเรา
เพราะเราเลือกแล้วว่ามันคือด้านไหนที่ทุกคนจะรับรู้ได้และเรื่องไหนที่ควรจะรู้เพียงแค่บางส่วน

ดังนั้นจึงไม่เคยเชื่อหรือตัดสินใครจากอะไรแบบนี้ อาจจะมีเพียงแค่การสันนิษฐานบ้าง แต่ไม่เคยตัดสินใครตามนั้น นอกจากจะได้พบ ได้รับรู้ ได้ฟังด้วยตัวเองและตัดสินใจเอง

เพราะการตัดสินคนอื่นมันคือเรื่องน่ากลัว 
อคติเป็นสิ่งที่ลบยาก และ มันคงจะแย่ถ้าชีวิตของคนหนึ่งต้องจมอยู่กับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ
มันเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยในสมัยนี้ สังเกตได้จากแฮชแทคต่างๆที่ผุดขึ้นมาแต่ละวัน

โลกเราไม่ได้สวยงามแบบตอนเด็กๆจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีมุมที่สวยงาม
เพียงแค่จากเดิมมันมีสวนดอกไม้เต็มไปหมด เพราะเรายังเดินไปได้ไม่ไกล ยังไม่เคยพบพงหญ้า
 ขวากหนาม อสรพิษ ในวันที่เราออกเดินทางไปได้ไกลกว่าเก่า

ขอจบบันทึกวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ที่เวลา 02:05 น.

และคงจะกลับมาใหม่ถ้ามีอะไรอยากเล่าสู่กันฟัง

"อย่าตัดสินใครเพียงเพราะคุณอาจเคยสัมผัสด้านใดด้านหนึ่งของเขา  
อย่าตัดสินใครเพียงเพราะคนเขาเล่ากันมา แต่จงเปลี่ยนเป็นเรียนรู้กัน ศึกษากันแทนการตัดสินจะดีกว่า
มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปเสมอ เหมือนโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกเสี้ยววินาที" 




3 comments:

  1. ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มักเกิดมาจากเหตุ และผล สู้ๆครับ

    ReplyDelete
  2. หนูเรียกครูแอปได้ไหมคะ หนูคิดว่าพี่สอนดีมากอ่า อ่ะไรที่ไม่เคยรู้หนูก็รู้ หนูจะเป็นคนดี แบบพี่ให้ได้ หนูจะสู้เพื่อนครอบครัวแบบพี่ ทันทีที่หนูเรียนจบหนูจะมุ่งหน้าไป กทม ทำตามฝัน คือเข้าวงการ ให้พ่อกับแม่ได้ดีใจ พี่คะ อยากเป็นน้องสาวของพี่จัง ทุกวันนี้หนูจินตนาการว่าพี่เป็นพี่สาว พี่แกร่ง และเข้มแข็ง หนูพยายามฝึกฝนตัวเองจนวันนี้ ชีวิตหนูดีขึ้นมาก ตั้งแต่ ม.4 ตอนนั้นที่เห็นพี่ออกทีวีรู้สึกผูกพันไปเอง ใครก็ว่าเป็นไปไม่ได้ กับความฝันที่จะเข้าวงการ ของหนู แต่พี่ เปลี่ยนแปลงมัน ขอบคุณที่เกิดมานะคะ พี่สาว(มโนไปเอง)

    ReplyDelete